นายพิษณุ แดงประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจเอสพี ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ เจเอสพี เปิดเผยว่า บริษัทมีรายได้จากการขายและการบริการในไตรมาสแรกปี 2569 ทะลุ 201 ล้านบาท โดยยอดขายรวมไม่เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจในไตรมาสแรกซึ่งโลกได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ยอดขายไตรมาสแรกของแต่ละปีจะไม่เติบโตมากนักเมื่อเทียบกับไตรมาสสุดท้ายของปีก่อน เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลที่มีการปรับราคาสินค้าเพื่อจัดโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ได้รับคำสั่งซื้อสต็อกสินค้าในปริมาณมาก สิ่งนี้นำไปสู่การช้อปปิ้งเพื่อตุนผลิตภัณฑ์เป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาปรับตัวขึ้นสู่ระดับปกติในไตรมาสแรก ส่งผลให้ปริมาณการสั่งซื้อชะลอตัวลงชั่วคราว
“อย่างไรก็ตาม ยอดขายยังคงขับเคลื่อนโดยกลุ่มผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจากปรากฏการณ์สังคมสูงวัยในประเทศไทย ซึ่งกลุ่มนี้ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพก่อนที่จะเจ็บป่วย จึงมั่นใจได้ว่าการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลมีการวางแผนให้ได้รับความนิยมมากขึ้น” นายพิษณุ กล่าว
ในปี 2569 JSP ยังคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้ไว้ที่อย่างน้อย 10% โดยใช้ 2 กลยุทธ์หลัก:
1. มุ่งเน้นการผลักดันผลิตภัณฑ์หลักที่มีฐานลูกค้าที่แข็งแกร่ง สินค้าหลักยังคงเป็นตัวขับเคลื่อนยอดขายที่สำคัญ กลุ่มผลิตภัณฑ์งาดำและรำข้าวจากสุภาพโอสถ ยังคงมีฐานลูกค้าประจำที่แข็งแกร่งและมีอัตราการซื้อซ้ำสูง สะท้อนถึงความไว้วางใจของลูกค้าและการบริโภคอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญคือการศึกษาวิจัยและการตีพิมพ์ในวารสารต่างประเทศที่ยืนยันถึงประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์ สิ่งนี้ส่งผลเชิงบวกต่อความน่าเชื่อถือและการตอบรับของตลาด
2. ขยายตลาดต่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยง บริษัทยังคงขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศต่อไป เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านรายได้และลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป ยินดีมองหาโอกาสในการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจใหม่ในต่างประเทศ เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและรองรับการเติบโตของธุรกิจการดูแลสุขภาพในอนาคต นับเป็นกลยุทธ์สำคัญอีกประการหนึ่งในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้กับบริษัทในระยะยาว
นอกจากนี้บริษัทยังได้พัฒนากลยุทธ์การตลาดเชิงรุกเพื่อขยายฐานลูกค้า ในปีนี้ JSP จะขยายการรับรู้ถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย เน้นออนไลน์และออฟไลน์ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งคาดว่าจะสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายทั้งในและต่างประเทศ
ปัจจัยบวกสำคัญอีกประการหนึ่งที่ทำให้ JSP มั่นใจว่ารายได้จะเติบโตตามแผนที่วางไว้ในปีนี้ คือ ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะทำให้ราคายาเพิ่มขึ้นประมาณ 10% ปัจจัยนี้จะทำให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
นอกจากนี้ข้อมูลจากรายงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรมคาดการณ์ว่าปริมาณการผลิตและจำหน่ายยาในประเทศปี 2569 จะเพิ่มขึ้น 1.50-2.00% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว เนื่องจากการพัฒนาปริมาณการสั่งซื้อและความต้องการยารักษาโรคติดต่อและโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่เพิ่มขึ้น
ได้มีการขยายการวิจัยและพัฒนาเพื่อการผลิตยาเชิงพาณิชย์เพื่อทดแทนการนำเข้ายาจากต่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการดำเนินธุรกิจของ JSP ที่มุ่งเน้นกลยุทธ์การเน้นผลิตภัณฑ์หลักที่ตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการอย่างต่อเนื่องและได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่จำกัด บริษัทเน้นผลิตภัณฑ์ที่มีการวิจัย เช่น น้ำมันงาดำ และรำข้าวเพื่อสุขภาพข้อ ซึ่งเป็นกลุ่มน้ำมัน 4 ชนิดที่ได้รับการศึกษาเรื่องความดันโลหิต รวมถึงผลิตภัณฑ์จากมะรุมและมะระที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพในระยะยาวของผู้บริโภค
ขณะเดียวกันบริษัทต้องการขับเคลื่อนธุรกิจด้วยการขยายการลงทุนเพิ่มเติมในด้านผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ ล่าสุดคณะกรรมการบริษัทฯ ได้อนุมัติแนวปฏิบัติในการจัดตั้งกองทุน CVC (Corporate Venture Capital) เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการลงทุนและขยายโอกาสทางธุรกิจในอนาคต นอกจากนี้ ปรับโครงสร้างการจัดการโดยแต่งตั้ง “นายสิทธิชัย แดงประเสริฐ” เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม เพื่อขับเคลื่อนกลยุทธ์การลงทุนและขยายธุรกิจด้านการดูแลสุขภาพให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เป้าหมายของบริษัทคือการก่อตั้งและพัฒนาบริษัทการลงทุนที่มีศักยภาพ เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตและขยายสู่การจดทะเบียนในอนาคต ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการระดมทุนและเตรียมการในด้านที่เกี่ยวข้อง